ตำนานร้านเช่าวีดีโอ ความสุขและความทรงจำในยุค 90

ถ้าหลายคนยังจำกันได้ สำหรับสื่อความบันเทิงที่เรียกว่าหนังหรือภาพยตร์นั้น ในยุค 80-90 ร้านเช่าวิดีโอ เปรียบได้ดั่งร้านยอดฮิตที่แทบจะมีทุกตรอกทุกซอย หรือกระทั่งตามห้างต่างๆ เรียกว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจร้านค้ายอดฮิตในช่วงนั้นเลยทีเดียว ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่โทรทัศน์จอสีเป็นที่ยม และเครื่องเล่นวีดีโอก็เช่นกันที่มีราคาอยู่ในระดับที่จับต้องได้ ทำให้หลายครอบครัวเข้าถึงได้ง่าย จนมีกันแทบจะทุกบ้าน ส่งผลที่ทำให้ร้านเช่าวีดีโอเกิดขึ้นเต็มไปหมด


จากความทรงจำที่ยังจำได้เลาๆ สมัยนั้นค่าสมัครสมาชิกแพงไม่เบาเลย ถ้าจำไม่ผิดค่าสมัครในช่วงที่ตลาดกำลังบูมถึงขีดสุดจะอยู่ที่ 500-1,000 บาท(เฉพาะค่าสมัครสมาชิกร้านเช่าวีดีโอนะ) และก็จะต้องเสียเงินค่าเช่าม้วนวีดีโออีกตกม้วนละ 20-30 บาท (ต่อสัปดาห์) อีกด้วย ถ้าคืนเกินกำหนดเวลาก็จะต้องเสียค่าปรับแล้วแต่กฏข้อตกลงของร้าน ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่ามีหลายคนหละที่เคยโดนปรับมาก่อน รวมถึงผู้เขียนด้วย 55+

นึกถึงทีไรก็มีความสุขและความตื่นเต้นในยุคนั้นที่แต่ละครั้งได้เช่าวีดีโอกลับมาดูที่บ้าน ยังจำได้ว่าเคยเช่าโดเรม่อนและดราก้อนบอลเป็นม้วนๆกลับมา มันช่างมีความสุขจริงๆ ส่วนพ่อของผู้เขียนจะชอบเช่าหนังจีนกำลังภายในมาดู เวลาไปร้านเช่าวีดีโอครั้งนึง พ่อจะเช่ามารอบนึงเกือบ 10 ม้วนเลยเชียว ส่วนหนังบางเรื่องที่เป็นประเภทม้วนเดียวจบ บางทีดูจบไปแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดคืน ก็เปิดดูซ้ำอีกรอบ เรียกว่าดูให้เบื่อกันไปเลย

จนกาลเวลาผ่านไป ในยุคที่ CD และ DVD ขึ้นมาทดแทนวีดีโอ ทำให้ร้านเช่าวีดีโอทุกร้านปิดกิจการ และทำการเทขายทิ้งแบบถูกๆ ผู้เขียนเคยไปเหมาวีดีโอมาม้วนละ 10 บาทเป็นกองภูเขาเลย

แต่ในปัจจุบันนี้ ถ้าคุณอยากจะดูหนังซักเรื่องมันไม่ยากเลย แค่มีอินเตอร์เน็ตและมือถือซักเครื่องก็เพียงพอแล้ว และด้วยเทคโนโลยีต่างๆที่พัฒนาขึ้นมากมายก็ทำให้ร้านเช่าวีดีโอพวกนี้หายไปตามกาลเวลา ที่ยังพอจะหลงเหลืออยู่บ้างและใกล้เคียงก็น่าจะเป็นบรรดาร้านเช่าหนังสือนี่หละ แต่ก็เหลือเพียงน้อยนิดเท่านั้น

โพสท์ใน ยุค 80, ยุค 90 | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

ย้อนวันวานกับ 15 เกมฮิตในยุค 90 ที่ถ้าใครทัน ถือว่าไม่เด็กแล้วนะ!!

อย่างที่รู้กันว่ายุค 90s เป็นยุคที่สุดในหลายๆเรื่อง ทั้งเรื่องวงการเพลง แฟชั่นการแต่งตัว ขนมต่างๆ (รวมถึงขนมหลอกเด็ก) และของเล่น และอีกสิ่งที่ทำให้หลายคนหวนนึกถึงไม่น้อยนั่นคือเกมนั่นเอง และก็ตามปกติที่หลายเกมจะเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ว่าหลายเกมก็ยังคงอยู่ในความทรงจำวัยเด็กของหลายๆคนอย่างปฏิเสธไม่ได้จริงๆ

ถ้าใครเกิดไม่ทัน เรามาย้อนเวลากลับไปยุค 90 กันดู ว่าเกมที่เด็กยุคนั้นเล่นจะเป็นแบบไหน จะสนุกและเร้าใจเท่าเกมในปัจจุบันรึเปล่า ส่วนใครทันเล่นเกมเหล่านี้ ก็ถือว่าระลึกความหลังกันไปก็แล้วกันนะ

1. คอนทร้า (Contra)
เกมที่นับได้ว่าโคตรฮิตและโคตรสนุกในยุคนั้น เป็นเกมแนวยิงเดินลุยด้านข้าง เล่นคนเดียวก็สนุก หรือยิ่งเล่นสองคนกับเพื่อนก็ยิ่งโคตรสนุกเข้าไปใหญ่ สูตรที่หลายคนน่าจะยังจำกันได้คือสูตร 30 ตัว ที่ต้องกด บน บน ล่าง ล่าง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา B A Select Start

2. มาริโอ้ (Mario)
เกมที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในตำนานวงการเกมเลย ใครที่เป็นคอเกมแล้วเกิดในยุคนั้นแล้วไม่ได้เล่นเกมนี้ถือว่าพลาดมากๆ รูปแบบการเล่นคือวิ่งตะลุยไปจนถึงธงในแต่ละด่าน และระหว่างด่านจะเจอศัตรูมากมาย รวมทั้งมีการเก็บเหรียญ เก็บเห็ดเพื่อทำให้ตัวโตขึ้น เหยียบเต่าเพื่อเตะใส่ศัตรู และที่สำคัญคือต้องเล่นรวดเดียวให้จบ เพราะเกมยุคนั้นไม่มีระบบเซฟเหมือนยุคนี้นะจ๊ะ

3. แมปปี้ (Mappy)
เกมเจ้าหนูตัวสีฟ้า โดดๆเด้งๆในฉาก สนุกเพลิดเพลินมาก เวลาเล่นต้องไปไล่เก็บไอเท็มเช่น วิทยุ ทีวี กรอบรูป ถึงจะเคลียร์แต่ละฉากได้ แต่ก็ไม่ง่ายนัก เพราะจะมีเจ้าแมวจอมป่วนมาคอยไล่จับเราอยู่ตลอดเวลา

4. เกมทุบน้ำแข็ง (Ice Climber)
จะเป็นการบังคับตัวละครทุบน้ำแข็งเพื่อขึ้นไปข้างบนเรื่อยๆ ให้ถึงจุดสูงสุดตามเวลาที่ตัวเกมกำหนด จะมีอุปสรรคต่างๆมากมายในระหว่างทาง เล่นสองคนกับเพื่อนนี่ยิ่งฮามาก เพราะถ้าควบคุมกันไม่ดี จะเกะกะกันแบบสุดๆ

5. บอมเบอร์แมน (Bomberman)
เกมเจ้าหนูวางระเบิด เป็นอีกเกมที่คลาสสิกมากๆ เล่นคนเดียวก็สนุกดี แต่ถ้าเล่นกันหลายคนนี่ ความสนุกยิ่งทวีคูณขึ้นหลายเท่า ในยุคของซุปเปอร์แฟมิคอมมีอุปกรณ์เสริมที่ทำให้สามารถเล่นพร้อมกันได้ถึง 4 คนเลยทีเดียว ผู้เขียนเคยเล่นกับพี่ๆน้องๆในบ้าน ขอบอกว่าสนุกมากกกก

6. มอเตอร์ไซด์วิบาก (Excite Bike)
เกมแข่งรถมอเตอร์ไซด์สุดฮิต การกลิ้งหรือหัวทิ่มสำหรับเกมนี้ถือเป็นเรื่องปกติมาก 55+ …ระหว่างทางก่อนถึงเส้นชัยจะมีทั้งเนินเตี้ย เนินสูงไว้ให้โดด แถมยังมีโคลนทรายไว้ขัดขวางเราอีกด้วย สนุกไม่เบาเลยเกมนี้

7. ร็อคแมน (Rockman)
ร็อคแมน หรือที่ทางฝั่งยุโรปเรียกกันว่าเมก้าแมน เชื่อเลยว่าเกมนี้เป็นหนึ่งในซีรี่ส์โปรดของหลายๆคน เกมนี้เป็นของค่ายแคปคอม ตัวเกมถือว่าประสบความสำเร็จมาตั้งแต่ภาคแรกจนมาถึงปัจจุบันเลยทีเดียว

8. เกมรถถัง (Battle City)
เกมรถถังภารกิจคือดูแลฐาน คอยไล่เก็บดาวเพื่ออัพเกรด แล้วไปไล่ยิงศัตรู ตัวเกมดูเหมือนจะง่ายแต่ยากไม่เบาเลย เล่นคนเดียวหรือเล่นสองคนก็ได้ แต่ถ้าเล่นกับเพื่อนเกรียนๆ ระวังเพื่อนจะยิงฐานตัวเองซะนะ

9. สตรีทไฟท์เตอร์ (Street Fighter)
เป็นหนึ่งเกมตำนานที่ทำให้หลายคนรู้จักกับเกมเกมไฟท์ติ้งเลย เกมนี้จุดเริ่มต้นมาจากเป็นเกมตู้หยอดเหรียญตามห้างมาก่อน จนได้รับความนิยมมากจนมีการพอร์ทมาลงเครื่องคอนโซลหลายเครื่อง ในปัจจุบันก็ยังมีภาคใหม่ๆออกมาให้ได้เล่นกันเรื่อยๆ

10. เกมชาวเกาะ (Adventure Island)
เกมเดินลุยด้านข้าง เราต้องทำการควบคุมตัวเอกของเกมที่ชื่อเกนจินผ่านไปให้ได้เรื่อยๆตามฉาก เกมนี้มีทั้งความเพลินเพลินและความหัวร้อนในเกมเดียวกัน เพราะศัตรูบางตัวมันชอบโผล่มาแบบไม่ให้เราตั้งตัวนี่หละ

11. เพนกวิน (Penguin)
เป็นอีกหนึ่งเกมที่เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเล่นแน่นอน กับเกมเจ้าเพนกวินน้อยเดินดุ่ยๆไปตามทางน้ำแข็งเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

12. มวยปล้ำ (Kinnikuman)
เกมนี้เป็นเกมที่เอาตัวละครจากการ์ตูนเรื่องคินนิคุแมนมาต่อสู้กันบนสังเวียนมวยปล้ำ เป็นเกมต่อสู้กราฟฟิคพื้นๆ แต่สนุกมากๆ ตัวละครแต่ละตัวจะมีท่าไม้ตายและสกิลแตกต่างกัน แต่ละคนก็จะเลือกเล่นตัวที่ถนัด แต่ก็จะมีบางตัวที่เรียกว่าใช้แล้วนับว่าขี้โกงเหมือนกัน

13. ป๊อปอาย (Popeye)
กินผักโขมแล้วเบ่งกล้ามแบบป๊อปอาย เชื่อว่าหลายคนรู้จักตัวการ์ตูนตัวนี้ ขอบอกว่าเมื่อก่อนเกมนี้นิยมมากๆเลยนะ รูปแบบการเล่นจะคล้ายๆเกมกด เพียงแต่พัฒนาเพื่อเอามาลงในเครื่องคอนโซล ทำให้กราฟฟิคสวยและดูน่าเล่นขึ้นมากๆ

14. กังฟู (Kungfu)
อะโจ้ว อะโจ้ว เสียงนี้เชื่อว่าหลายคนคงยังจำได้ กับเกมกังฟูเดินลุยด้านข้าง ไล่เตะไล่ต่อยศัตรูตามฉากเพื่อผ่านไปจัดการบอสในแต่ละด่าน ขอบอกว่าเกมนี้ผู้เขียนเคยเล่นตั้งแต่หัวค่ำยันเกือบเช้าแน่ะ

15. เกมยิงเป็ด (Dog Hunt)
เกมนี้การเล่นจะไม่เหมือนเกมอื่นๆที่ใช้จอยคอนโทรลเลอร์ปกติ แต่จะต้องเป็นจอยปืนซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม ถือว่าเป็นเทคโนโลยีสุดล้ำมากๆในยุคนั้น ที่ผู้เล่นจะเล่นด้วยวิธีการยิงเป็ดที่อยู่หน้าจอทีวี แต่ไอ้ที่จำไม่เคยลืมคือไอ้เสียงหัวเราะของเจ้าหมาที่จะคอยออกมาหัวเราะเวลาเรายิงพลาดนี่หละ 555+

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับเกมที่เอามาย้อนอดีตให้ได้ดูกัน เชื่อว่าต้องมีหลายเกมหละที่หลายคนต้องเคยเล่น เผลอๆบางคนเคยเล่นมาทุกเกมเลยด้วยซ้ำ ยังไงไว้บทความหน้าจะเอาความทรงจำอะไรในยุค 90 มานำเสนอให้อ่านอีก ก็รอติดตามกันแล้วกันนะ

โพสท์ใน ยุค 80, ยุค 90 | ติดป้ายกำกับ , , , , | ใส่ความเห็น

“ห้างดังในอดีต” ของวัยรุ่นยุค 80-90

ห้างแรกที่อยากจะพูดถึงในการย้อนอดีตนี้ เรียกได้ว่าเป็นห้างดัง ห้างใหญ่ มีหลายสาขาในยุคนั้นเลย นั่นคือห้าง “เมอรี่คิงส์” เชื่อได้เลยว่าหลายคนยังจำสโลแกนอันคุ้นหู ที่ว่า “เมอรี่คิงส์ มีทุกสิ่งให้เลือกสรร” ซึ่งห้างนี้ได้เปิดให้บริการเมื่อปี 2527 และห้างเมอรี่คิงส์นี้มีอยู่ทั้งหมดจำนวน 6 สาขา แต่ในปัจจุบันได้ปิดตัวลงไปทั้งหมดเรียบร้อย ช่างน่าเสียดายเสียจริง

หากพูดถึงห้างเมอร์รี่คิงส์แล้ว ครั้นจะไม่พูดถึงเมอร์รี่คิงส์ รังสิต ก็คงจะไม่ได้ เพราะว่าสาขานี้เป็นสาขารวมวัยรุ่นในยุคนั้นจริงๆ เพราะสาขานี้มีการจัดคอนเสิร์ตช่อง 3 และ 9 เป็นประจำ ถ้ายังจำได้ คือจะมีดาราหญิงอย่างคลาวเดีย จักรพันธุ์ เป็นพิธีกร จนเกิดเหตุไฟไหม้ถึง 2 ครั้ง 2 ครา และในปัจจุบันเมอรี่คิงส์ รังสิต ได้กลายสภาพเป็นโบ๊เบ๊ ทาวเวอร์ รังสิต เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ห้างต่อมา น้องๆหลายคนคงงงกันเป็นแถว เพราะเชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน มันมีห้างชื่อนี้อยู่ด้วยเหรอนี่? ซึ่งก็ไม่แปลกหรอก เพราะห้างนี้เป็นห้างแรกในประเทศไทยเลยเชียว ถ้าไปลองถามคุณปู่คุณย่า ท่านอาจจะรู้จักก็ได้นะ

ห้างไนติงเกล หรือในชื่อเต็มๆคือ ไนติงเกล-โอลิมปิค ได้เปิดให้บริการครั้งแรกปี 2473 ..พอบอกปีมาแบบนี้ หลายคนคงร้องโอ้โห! ตอนนั้นยังไม่เกิดเลย ซึ่งเผลอๆรุ่นพ่อหลายๆคนก็ยังไม่เกิดด้วย เป็นห้างสรรพสินค้าที่จำหน่ายสินค้าครบครัน อาทิเช่น อุปกรณ์กีฬา เครื่องดนตรี เสื้อผ้า ชุดชั้นใน เครื่องประดับ ฯลฯ ส่วนสโลแกนของห้างนี้คือ “คลังเครื่องกีฬา ราชาเครื่องดนตรี ราชินีเครื่องสำอาง” แล้วก็ยังมีของเก่าให้เลือกซื้ออีกมากมาย เรียกว่าครบจบในห้างเดียวเลย

แต่อย่าคิดว่าห้างนี้เก่าแก่มากๆ แล้วจะปิดกิจการไปแล้วนะ ผิดแล้วจ้า ห้างนี้ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ ถ้าใครจำกันได้ ห้างนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำ MV เพลง “คิดมาก” ของปาล์มมี่ด้วยนะ ใครอยากเห็นบรรยากาศห้างเก่าแก่ บรรยากาศแบบที่คุณปู่คุณย่าเคยสัมผัสสมัยสาวๆ ก็ลองมาเดินกันได้

ส่วนห้างในตำนานถัดไป เชื่อว่าหลายคนรู้จักกันแน่นอน นั่นคือ ห้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งห้างเวิลด์เทรดเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 2532 ..ซึ่งหลายคนก็น่าจะพอทันอยู่นะ แต่ก็ดำเนินกิจการมาได้ไม่นานมากนัก จนแล้วจนรอดก็ปิดตัวลง แต่ได้นายทุนอย่างเซ็นทรัลเข้ามาเทคโอเวอร์และปรับโฉมเปิดตัวเป็นเซ็นทรัลเวิลด์ ในปี 2550 จวบจนปัจจุบันนั่นเอง

หากพูดถึงห้างนี้ในยุคนั้น สิ่งที่วัยรุ่นสมัยนั้นคิดถึงเป็นอย่างแรกจะเป็นอะไรไม่ได้เลย นั่นคือไอซ์สเก็ต ซึ่งตอนนั้นเรียกได้ว่ามันเป็นจุดขายของห้างนี้เลยทีเดียว เป็นกีฬาที่นิยมมากๆในช่วงจังหวะนั้น ใครไม่ได้เล่นคงโดนเพื่อนแซวว่าเชยสบัด ลานที่นี่กว้างขวาง ทำให้รองรับคนได้เยอะมากมาย

ห้างถัดมาหลายคนอาจจะคุ้นหู เพราะเป็นห้างที่ดังมากในสมัยนั้น เป็นห้างญี่ปุ่นที่เคยตั้งอยู่ก่อนเวิลด์เทรด จนย้ายมาอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ในปัจจุบันเป็นบิ๊กซี ราชดำริ ห้างแห่งนี้เปิดกิจการตั้งแต่ปี 2507 เรียกได้ว่าเก่ามากกกก จากนั้นก็ย้ายทำเลอีกรอบไปอยู่ที่ห้างเสรีเซ็นเตอร์ ตรงถนนศรีนครินทร์ แต่จนแล้วจนรอดก็ปิดตัวลงไปเมื่อปี 2543

ห้างไทยไดมารูต้องนับได้ว่าเป็นหนึ่งในความทรงจำของวัยรุ่นตอนนั้นเลย เพราะห้างนี้เป็นห้างแรกๆที่นำสินค้าและผลิตภัณฑ์จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาขาย เพื่อรองรับคนญี่ปุ่นที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย และที่สำคัญสิ่งที่ทำให้ห้างนี้อยู่ในความทรงจำของหลายคน นั่นก็คือ ห้างนี้เป็นห้างแรกที่มีบันไดเลื่อนจ้า

และต่อมา ขอจบด้วยห้างสุดท้ายที่อยู่ไม่ได้ไกลจากละแวกนั้นเลย เพียงแค่ข้ามจากฝั่งบิ๊กซีมายังพื้นที่ด้านข้างพระพรหมกันบ้าง นั่นก็คือห้างโซโก้ ห้างดังสัญชาติญี่ปุ่นที่เปิดกิจการในปี 2525 นับได้ว่าเป็นห้างหรูมากในตอนนั้น ใครมาเดินห้างซื้อของแล้วได้ถุงที่มีโลโกห้โซโก้ติดอยู่ก็เท่ห์ไม่หยอกแล้ว แต่สุดท้ายห้างโซโก้ก็มีอันต้องปิดตัวลงไปตามกาลเวลา ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นอมรินทร์พลาซ่านั่นเอง

โพสท์ใน ยุค 80, ยุค 90 | ติดป้ายกำกับ , , , , , | ใส่ความเห็น

ในยุค 90 มีสิ่งที่เรียกว่าเพจเจอร์ ..มันคืออะไร? เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

เพจเจอร์ หลายคนคงจะงงว่ามันคืออะไรฟะ มันก็คือเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่งในยุค 90 ซึ่งการทำงานของเพจเจอร์จะคล้าย ๆ กับการส่ง SMS นั่นหละ เพียงแต่มันตอบกลับไม่ได้

วิธีการใช้งานของเพจเจอร์ก็คือ คนที่อยากส่งข้อความจะต้องโทรไปทีคอลเซ็นเตอร์ แล้วบอกคอลเซ็นเตอร์ว่าต้องการส่งข้อความว่าอะไร แล้วลองนึกภาพดูสิว่าถ้าจะส่งข้อความหาคนรักด้วยคำหวานๆ มันเล่นเอาเขินทั้งคนส่งและเจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์เลยทีเดียว (ฮา)

สมัยก่อนนี่ จะติดต่อใครทีก็ต้องหยอดตู้โทรศัพท์สาธารณะ หรือหากบ้านใครมีฐานะหน่อย ก็ถึงจะมีโทรศัพท์บ้านได้ นึก ๆ ไปก็คิดถึงเมื่อก่อน ในยุคความคลาสสิคของยุค 90 เป็นอะไรที่ลืมไม่ลงจริง ๆ

📌 ยุคเฟื่องฟูของเพจเจอร์

ในช่วงต้นยุค 80 เพจเจอร์ได้กลายมาเป็นเครื่องมือสื่อสารที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ในตอนนั้น มีผู้ใช้กว่า 3 ล้านคน(ทั่วโลก) และเพจเจอร์เองก็ได้กลายมาเป็นเหมือนเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคมแบบอ้อมๆ ว่า ใครที่มีเพจเจอร์คือคนที่ดูดีมีคลาสในระดับหนึ่งเลยทีเดียวเชียว

เมื่อมาถึงกลางยุค 80 เพจเจอร์ก็ได้ถูกพัฒนาให้ได้มีหน้าจอ ทำให้สามารถแสดงข้อความบนจอได้ เช่นหมายเลขโทรศัพท์ หรือจะเป็นข้อความตัวหนังสือก็ตาม โดยคนที่ต้องการจะส่งข้อความต้องโทรไปแจ้งถึงสิ่งที่จะพิมพ์กับ operator ซึ่งเขาจะเป็นคนพิมพ์ข้อความและส่งให้ผู้ใช้เพจเจอร์อีกทีนึง

ในยุค 90 นับว่าเป็นจุดอิ่มตัวของเพจเจอร์ก็ว่าได้ ซึ่งในช่วงปี 1994 มีผุ้ใช้มากมายกว่า 64 ล้านคน (ทั่วโลก) คนธรรมดาก็ใช้เพจเจอร์ในการสื่อสารกันเป็นปกติ เพราะราคาไม่แพง จับต้องได้ มีโมเม้นต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ข้อความต่างๆ ที่ส่งผ่านโอเปอเรเตอร์ ทำให้มีเรื่องราวตลกๆ อย่างเช่นการอ่านกลอนรักหวานแหววหยาดเยิ้มให้โอเปอเรเตอร์พิมพ์ เพื่อส่งให้กับแฟนคนที่กำลังจีบ หรือที่เคยได้ยินมา เช่นการที่โทรไปส่งข้อความให้คุณพ่อมารับทุกเย็นจนโอเปอเรเตอร์จำได้ ซึ่งในยุคนั้นใครทำงานตรงนี้ น่าจะได้มีเรื่องราวสนุกๆให้น่าจดจำเยอะเลยทีเดียวเชียว

ในช่วงนั้น การแข่งขันในตลาดเพจเจอร์ดุเดือดขึ้นอย่างมาก เช่นในอเมริกา ก็มีบริษัท Motorola กับ Apollo ที่แข่งขั้นกันแย่งความเป็นเจ้าตลาด ส่วนในไทยก็มีบริษัทเทเลคอมที่ให้บริการเพจเจอร์เกิดขึ้นเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็น PacLink, PhoneLink, Hutchison, EasyCall หรือ UCOM

 

📌 ยุคขาลงของเพจเจอร์

ในช่วงปลายๆยุค 90 โทรศัพท์มือถือได้ถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลง พกพาง่าย และราคาถูกลงในระดับที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นมากๆ และยังมีการส่งข้อความได้(จากที่ปกติโทรได้อย่างเดียว) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ความนิยมของเพจเจอร์ลดน้อยลง เพราะหันไปใช้มือถือมันครบเครื่องกว่า กระทั่งบริษัทใหญ่อย่าง Motorola ที่เป็นผู้บุกเบิกตลาดเพจเจอร์ก็ยังผันตัวไปทำโทรศัพท์มือถือแทน นอกจากโทรศัพท์มือถือแล้ว ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆอีกหลายอย่างที่เข้ามา เพราะอินเตอร์เน็ตในช่วงนั้นเริ่มแพร่หลาย อย่างเช่น MSN Messenger ทำให้การแชทกันแบบเรียลไทม์สนุกสนานขึ้น แถมยังมีลูกเล่นอย่างอีโมจิและสัญลักษณ์ต่างๆแทนความรู้สึก (คล้ายๆกับ Sticker ไลน์ในปัจจุบัน) หรือ สมาร์ทโฟน Blackberry ที่ให้ผู้ใช้พิมพ์โต้ตอบกันได้ทันทีที่ได้รับความนิยมเช่นกัน

Novastock. Asian business man making a phone call via cellular phone after getting message on his pager. Corporate, cell,

 

 

โพสท์ใน ยุค 80, ยุค 90 | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

ชีวิตในยุค 90 มีอะไร? ทำไมหลายคนถึงชอบหวนคิดถึง

1.ในยุค 90 นั้น เป็นยุคที่ผู้ใหญ่อายุ 30+ ได้เติบโตมา
2.คนในวัยอายุ 30+ เป็นกลุ่มคนที่ใช้สื่อออนไลน์จำนวนมากทำให้มีการพูดถึงในยุค 90 กันอยู่บ่อยๆ
3.คนในวัยอายุ 30+ เป็นวัยที่กำลังจะก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ทั้งหน้าที่การงาน และเรื่องครอบครัวที่ทำให้มีความรับผิดชอบในชีวิตมากขึ้น ในความคิดจึงนึกถึงช่วงเวลาสะดวกสบายในอดีต ในช่วงเวลาที่ไม่วุ่นนวาย ในตอนที่ตนเองนั้นยังไม่มีหน้าที่ความรับผิดชอบมากเหมือนในปัจจุบัน จึงรำลึกถึงวัยเด็กหรือวัยรุ่นกันจนเป็นกระแส วัยรุ่นยุค 90
4.และในอนาคต เมื่อเหล่าผู้คนที่เติบโตมาในยุค 2000 (ปัจจุบันก็อายุราว 20+) จะเข้าสู่ช่วงอายุ 30 ก็คงไม่วายจะมีการรำลึกถึงยุค 2000 เฉกเช่นเดียวกัน

ในยุค 90 เป็นยุคที่มีเทคโนโลยี เพียงแต่ว่าผู้คนยังไม่ถึงขนาดที่ว่าถูกเทคโนโลยีกลืนกินเหมือนกับปัจจุบัน

สมัยนั้นแถวบ้านยังมีเพื่อน ยังมีการออกไปเล่นข้างนอกกัน หรืออาจจะชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้านบ้าง ซึ่งมันช่างแตกต่างกับปัจจุบันที่ผู้คนเอาแต่ก้มมองโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในขณะที่ออกไปเจอผู้คนข้างนอกก็ตาม

พูดถึงเพลงและละครในยุค 90 จะได้รับดนตรีและความคลาสสิคของยุคเก่า ที่ผสานกับเทคโนโลยียุคใหม่ได้อย่างลงตัว อีกทั้งรวมถึงรายการทีวีเองก็ทำได้ดี มีรายการที่ผู้คนติดตามกันอย่างสนุกสนานไม่เหมือนในปัจจุบัน

ยุค 90 แม้อาจจะเป็นยุคที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่มันก็มีสิ่งที่ชวนให้คะนึงหาหลายสิ่งหลายอย่าง

– พูดถึงในเรื่องการเมืองโลก คนทั่วไปที่อาจจะที่ไม่ได้รู้ละเอียดมากนักยังพอจะมีความรู้สึกว่า ธรรมะยังชนะอธรรมอยู่ เมื่อโซเวียตล่ม ซัดดัมก็ดาหน้าไปบุกเขาก็โดนตีแพ้กลับมา มิโลเซวิชทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็โดนขึ้นศาล แต่เมื่อพอมาถึงในยุค 2000 อเมริกาเริ่มเทรนด์ “ฉันใหญ่ แล้วใครจะทำไม” แต่ก็ยังพอมีความเป็นผู้ดีอยู่บ้าง
แต่พอมาเป็นยุค 2010 นี่ เริ่มเทรนด์อันธพาลกันแบบเปิดเผย เป็นทั้งแถบตะวันออก ตะวันตก ทั้งโลกที่หนึ่งสองสาม

– รายการทีวี ถึงจะมีรายการโชว์เยอะแยะไปหมด แต่รายการก็ยังหลากหลาย น่าสนใจ รวมทั้งมีหนังมีละครให้ดูทั้ง ไทย จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง
ส่วนการ์ตูนอนิเมะจากญี่ปุ่นก็มีให้ดูกันทั้งตอนเช้า เย็น และสุดสัปดาห์ ละครไทยก็ยังมีละครน้ำดี ให้ได้ดูกัน บางเรื่องอาจมีแหวกแนวทำเป็นหนังผี หรือหนังไซไฟ อย่างศีรษะมาร
ขนาดช่องที่พูดกันว่าน่าเบื่อสุดๆอย่างช่อง 11 ในยุคนั้นก็ยังมีสารคดีเจ๋งๆจากญี่ปุ่นมาให้ให้ดูกันด้วย

– ยุค 90 ยังเป็นยุคหนุ่มสาวยังมองเรื่องความรัก เป็นเรื่องของการลงทุน มากกว่าที่จะมองกันในแง่ของการซื้อขาย (ต้องมีครบทุกอย่างถึงจะโอเค) การมีลูกซักคน ไม่ได้เป็นสิทธิเฉพาะคนมีเงินร่ำรวย คนกล้า และคนที่ไม่รู้จักควบคุม

– ในตอนนั้นมันยังเป็นยุคที่ผู้หญิงยังพูดจาน่ารักกว่านี้มากมายนัก รวมถึงเด็กๆด้วย

– มันเป็นยุคที่การศึกษา ยังช่วยให้แต่ละคนมีโอกาสพาตัวเองไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เข้ามาร่วมซ้ำเติมขยายความเหลื่อมล้ำของสังคมแต่ก็ไม่มีไม่ได้

ในช่วงอดีตเมื่อตอนนั้น ความรับผิดชอบก็ยังไม่ต้องมี มีแต่ความสนุกสนานและความคลาสสิก จะไม่ให้คิดถึงได้อย่างไรหละ

โพสท์ใน ยุค 90 | ใส่ความเห็น

มาย้อนอดีตกับของเล่นในยุค 90s มีใครเคยเล่นอะไรมาบ้าง!

อย่างที่รู้กันว่า ของเล่นในยุค 90 นั้นเต็มไปด้วยความสดใสและหลากลาย (ในยุคนั้น) เมื่อย้อนกลับไปสักรา 30 ปีก่อน หรือ ในยุค 90s เป็นยุคที่ internet ยังไม่แพร่หลาย ไม่มีโทรศัพท์มือถือให้ก้มหน้าก้มตาเล่นเหมือนปัจจุบัน เด็กยุคใหม่จึงรู้จักแต่เพียงเครื่องเกมพกพาและเกมคอนโซลแค่นั้น

วันนี้เราจึงอยากจะพาเด็กหนวดทั้งหลายย้อนกลับไปในช่วงยุค 80s – 90s อีกครั้ง เพื่อให้ระลึกความหลัง หรือจะเป็นเด็กยุคใหม่เข้ามาอ่าน ก็น่าจะสนุกตามไปได้ไม่น้อย

ทามาก็อตจิ (หรือที่หลายคนเรียกสั้นๆว่า ทามาก็อต)

เรียกว่านิยมหนักมากในยุค 90s เด็กแทบทุกบ้านต้องร้องกระจองอแงเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ซื้อให้ ซึ่งเจ้าของเล่นนี้การเล่นมันเหมือนกับการเลี้ยงสัตว์อยู่บนหน้าจอ เรียกว่าสนุกไปด้วย ทรมานไปด้วย เพราะต้องคอยให้อาหาร คอยเล่นด้วย ซึ่งถ้าไม่ให้สัตว์เลี้ยงตัวนั้นก็จะตายต้องรอให้ฟักไข่ใหม่นั่นเอง

 


โยโย่ (หรือที่เรียกว่าลูกดิ่ง)

โยโย่ได้รับความนิยมทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีคนบางกลุ่มเล่นกันอยู่ มีการแข่งขันประจำปีสำหรับคนที่เล่นเก่งๆ ซึ่งในยุค 90 ใครเล่นเจ๋ง เล่นเก่งและเล่นท่าเป็นด้วยละก็ยิ่งโคตรเท่ห์ในหมู่เพื่อนๆสุดๆไปเลย

 


ลูกแก้ว

เป็นการเล่นสุดฮิตของเด็กผู้ชายยุค 90 ที่ช่วยฝึกสกิลการดีดนิ้วมือ การกะระยะโจมตี ซึ่งการเล่นนี้ต้องตั้งท่าให้นิ่ง เล็งให้แม่น แล้วยิง ใครแม่นก็จะได้ยืดในหมู่เพื่อนๆ และยึดลูกแก้วของเพื่อนๆมาไว้ในครอบครอง

 


ตุ๊กตากระดาษ

โดยพื้นฐานเจ้าตุ๊กตากระดาษนี่เป็นของเล่นของเด็กผู้หญิง แต่ว่าก็มีเด็กผู้ชายหลายคนแอบเล่นนะ เพราะมันสนกดี (ฮา) เพราะมันจับแปลงโฉมให้ตุ๊กตาของเราสวยหวานจะใส่ชุดอะไรก็ได้ แต่งแบบไหนก็ได้ขึ้นอยู่กับความชอบของเราเลยล่ะ แล้วมีรูปแบบหลากหลายให้เราเลือกซื้อมาเล่นซะด้วย

 

เกมเศรษฐี

เกมสุดคลาสสิกในสมัยนั้น เล่นได้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (หรือว่ามีใครฉีกแนวเล่นคนเดียวบ้างหว่า) เล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย บางทีผู้ใหญ่มาเล่นด้วยก็มี กติกาการเล่นง่ายๆคือทอยลูกเต๋า และเดินตามตัวเลขซื้อที่ดินต่างๆ แถมเป็นการวัดทักษะการวางแผนด้วย ไม่งั้นล้มละลายแน่นอน

 


หมากเก็บ

การละเล่นยอดฮิตสำหรับเด็กผู้หญิง แต่ผู้ชายหลายคนก็เล่นกันนะ โดยปกติจะใช้ผู้เล่น 2-4 คน และใช้ก้อนหินหรือก้อนกรวดกลม ๆ 5 ก้อนเป็นอุปกรณ์ในการเล่น แต่ในปัจจุบันแทบไม่เห็นการละเล่นแบบนี้แล้ว ก็ตามยุคสมัยหละนะ

 

ไม้บรรทัดหมุนๆสร้างลาย

ไม้บรรทัดสุดพิศวง สำหรับวงๆวาดๆทำลวดลาย มีให้เลือกหลายแบบหลายสีสัน เรียกว่าเวลาไปโรงเรียนหรือพักกลางวันก็ไม่ต้องทำอะไรละ เอาไม้บรรทัดนี่มาวงๆหมุนๆแล้วรอดูว่าจะออกมาเป็นลายอะไร แล้วก็เอาไปอวดเพื่อนๆ

โพสท์ใน ยุค 80, ยุค 90 | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , | ใส่ความเห็น

คุยให้เด็กมันฟัง

คุยให้เด็กมันฟัง

คุยให้เด็กมันฟัง

ยุค 90s คืออะไร ? มีเสน่ห์อะไรคนถึงจดจำ

เด็กยุค 90s คือคนที่มีอายุอยู่ในช่วงไหนคะ

ยุค 90 มีดีอะไร ทำไมหลายคนถึงบอกว่ามีเสน่ห์เหลือเกิน

สิ่งของอินเทรนด์ของวัยรุ่นยุค 90

25 สิ่งที่เด็กไทยยุค 90s เท่านั้นถึงจะเข้าใจ

ปัญหาโลกไม่แตก! “เด็กยุค 90” ต้องเกิดปีไหนถึงเรียกตัวเองว่าเป็นเด็กยุค 90

เช็คความแก่ดูสักหน่อย! 20 สิ่งที่เด็กยุค 90 เท่านั้นถึงจะเข้าใจ

โพสท์ใน ยุค 90 | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , | 1 ความเห็น